20 วิธี ชะลอริ้วรอยตีนกา ต้านหน้าเหี่ยวย่น

รวมวิธีปฏิบัติเพื่อ ชะลอริ้วรอยตีนกา ไม่ว่าจะเรื่องการกิน การใช้ชีวิต กระทั่งพฤติกรรมบางอย่างที่คุณกระทำจนชิน…โดยหารู้ไม่ว่าเป็นอีกตัวการทำหน้ายับย่น!? 1. กินปลา-ถั่วเหลือง-ผักผลไม้หลากสีมากขึ้น         2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปลี่ยนกาแฟเป็นโกโก้         3. ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ เฉลี่ย 8 แก้วต่อวัน         4. เลิกบุหรี่ให้เด็ดขาด         5. ทาครีมบำรุงหน้า-รอบดวงตาประจำ         6. ไม่ลืมโบ๊ะครีมกันแดด SPF15 ขึ้น ต้องมีค่า PA++ ป้องกันทั้ง UVA และ UVB ด้วย 7. ออกแดด เลิกหยีตา หาแว่นมาใส่ด่วน         8. สวมหมวกกันแดดเสมอ         9. อย่าหัวเราะยิ้มเว่อร์ เลี่ยงแสดงสีหน้าดราม่า เลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวด         10. ฝึกโยคะฟลาย หรือเล่นโยคะ ท่า headstand หน้าเด้งสุดๆ         11. บรรจงล้างหน้าเบาๆ อย่าล้างบ่อยเกิน         12. นอนดึกหน้าแก่ หลับก่อนสี่ทุ่ม         13. สั่งจิตนอนหงาย อย่าเผลอนอนคว่ำหรือตะแคง         14. แก้มแนบมือถือเม้าท์นาน หน้าเหี่ยว หันมาใช้ลำโพง,สมอลทอล์ก,บูลทูธแทน 15. บริหารกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยตัวเอง แค่ขยับปากพูด "อา อี เอ โอ อู"         16. หมั่นออกกำลังกาย ร่างกายหลั่ง Growth Hormone         17. ห้ามจับลูบถูใบหน้าบ่อยๆ         18. นวดหน้าให้เลือดไหลเวียนทั่วใบหน้าบ้าง         19. เลเซอร์เย็นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเป็นระยะ         20. หยุดเครียด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ อารมณ์ดีใจสบายไว้ก่อน ​

อ่านเพิ่มเติม

Checklist 5 สัญญาณเตือนว่าร่างกายขาด วิตามินบี1

วิตามินบี 1 หรือ ไธอะมีน ( thiamine ) เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้เกิดพลังงาน ช่วยในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร ทำให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายดีขึ้น จึงสามารถป้องกันท้องผูกได้ ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในการเจริญเติบโต การสืบพันธ์ และการผลิตน้ำนม นอกจากนี้ยังช่วยการทำงานของระบบประสาท 5 สัญญาณเตือนว่าร่างกายขาด วิตามินบี1 1.ร่างกายอ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยง่าย 2.ออกกำลังกายแต่เหนื่อยต่อเนื่องไปหลายวัน 3.หมดแรงเมื่อเดินทางไปทำงานและกลับบ้าน 4.เบื่ออาหาร ท้องผูก 5.นอนมากกว่า8ชม. แต่ยังลุกไม่ขึ้น สาเหตุของการขาดวิตามินบี 1                1. การรับประทานวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจเกิดจากความอดอยาก หรือการรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน                2. การรับประทานอาหารที่มีสารต้านฤทธิ์ของวิตามินบี 1 ซึ่งมี 2 ประเภท ได้แก่        - สารต้านฤทธิ์ที่ไม่ทนต่อความร้อน ได้แก่ น้ำย่อยไธอะมิเนส พบได้ในอาหารจำพวกปลาน้ำจืด ปลาร้า และหอยลาย ถ้ากินอาหารพวกนี้ดิบๆ จะทำให้น้ำย่อยทำลายวิตามินบี 1 โดยตรง        - สารต้านฤทธิ์ที่ทนต่อความร้อน ได้แก่ กรดแทนนิก กรดคาเฟอิก ซึ่งพบใน ชา กาแฟ ผักและผลไม้บางชนิด เช่น ใบชา ใบเมี่ยง หมาก พลู สารเหล่านี้จะไปรวมกับวิตามินบี 1 ทำให้เสียโครงสร้างไป ถึงแม้สารพวกนี้จะผ่านความร้อนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถทำลายวิตามินบี 1 ได้                3. ภาวะที่มีการเพิ่มเมตาบอลิซึ่มของร่างกาย จะมีการสลายตัวของคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น ความต้องการวิตามินบี 1 จึงสูงขึ้นด้วย ภาวะดังกล่าวได้แก่        - ภาวะทางสรีระวิทยา ได้แก่ เด็กในวัยเจริญเติบโต หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และการทำงานหนัก        - ภาวะทางพยาธิวิทยา ได้แก่ โรคติดเชื้อ หรือมีความเจ็บป่วยต่างๆ ได้แก่ การผ่าตัด ภาวะเครียด ภาวะต่อมธัยรอยด์ทำงานมาก                4. การลดการดูดซึมวิตามินบี 1 จากลำไส้ หรือการสูญเสียวิตามินบี 1 เช่นในกรณีผู้ป่วยโรคตับ การใช้ยาขับปัสสาวะ และภาวะท้องร่วง เป็นต้น แหล่งที่พบ        ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินบี 1 ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งพบมากในเนื้อหมู ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ยีสต์ ถั่วเมล็ดแห้ง งา ธัญพืชที่ไม่ได้ขัดสี ไข่ นม ตับ    

อ่านเพิ่มเติม

แค่มี Olive Oil และห้อยหัว ก็ทําให้ผมยาว 3-4 นิ้ว ใน 1 อาทิตย์ได้

เบื่อลุคผมสั้นรู้สึกอยากเปลี่ยนเป็นสาวผมยาวในเร็ววัน แต่ไม่อยากใส่วิกจะทำยังไงดีนะ? หรือบางคนเกิดได้ทรงผมที่ไม่ถูกใจจากร้านเสริมสวย สั้นไป... หรือแหว่ง.. แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ ต้องทนอยู่กับทรงที่ไม่ถูกใจจนกว่ามันจะยาว วันนี้เรามีตัวช่วย! วิธีทำให้ผมยาว 3-4 นิ้วใน 1 อาทิตย์ ลองแล้วจะชอบ! อยากผมยาวภายใน 1 สัปดาห์ มาทางนี้! 1.เทน้ำมันมะกอก (Olive Oil) ลงในถ้วย เรื่องปริมาณที่ชอบ 2.นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 10 วินาที หรืออาจน้อยกว่านั้น (ระวัง!อย่าให้ร้อนจนเกินไปไม่งั้นผมอาจร่วงได้ เอาแค่พออุ่นๆ แล้วนำออกมาพักไว้สักหน่อยให้เย็นก่อนที่จะใช้) 3.นำน้ำมันมะกอกทาลงไปที่รากผมและปลายผม 4.จะนอนหรือจะนั่งก็ได้แต่กลับหัวห้อยลงพื้นไว้ประมาณ 4 นาที      5.หลังจากผ่านไป 4 นาทีแล้วลุกขึ้นนั่งต่อไปอีก 2 ชม.เพื่อให้น้ำมันมะกอกซึมเข้าสู่รากผมยิ่งขึ้น   6.สุดท้ายล้างน้ำมันออกให้หมด อาจจะใช้เวลาสักหน่อยแต่ผลลัพธ์ออกมาเริ่ดแน่!  ถ้าทำทุกๆ วันใน 1 อาทิตย์ผมก็จะยาวออกมาประมาณ 3-4 นิ้ว แต่บางคนอาจทำแค่ 3 วันใน 1 อาทิตย์ ก็จะได้ประมาณ 1 นิ้ว นี่เป็นเกร็ดวิธีเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยแก้เรื่องผมสั้นผมแหว่ง คงทำให้สาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่กำลังมีปัญหาโล่งใจกันไปได้บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนรอนานเกินไป ข้อมูลจาก www.celeb-online.net

อ่านเพิ่มเติม

ยาทาเล็บสีใส พระเอกประจำตัว สารพัดประโยชน์

นอกจากจะเพิ่มความเงาวิ้งๆ ให้เล็บสวยแล้ว ยาทาเล็บสีใสที่สาวๆ ใช้กันประจำ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรมีไว้ติดบ้านหรือพกติดกระเป๋าไปไหนๆ ด้วย เพราะเขาคือพระเอกประจำตัวที่จะช่วยกู้หน้าสาวๆ ในสถานการณ์คับขันได้ 1. ถ้าถุงน่องของสาวๆ เกิดเป็นรู หรือรันเล็กๆ ขึ้นมา แค่เพียงแต้มยาทาเล็บสีใสลงไปบนรูเหล่านั้น ถุงน่องก็จะกลับมาดูเหมือนใหม่ได้อีกครั้ง  2. ปิดผนึกซองจดหมาย ด้วยการป้ายยาลาเล็บบริเวณทากาว จะสนิทแน่นกว่ากาวน้ำ และสะอาดกว่าใช้น้ำลายแน่นอน 3. กันปลายเชือกลุ่ย ใครที่ใช้วิธีเผาปลายเชือก หรือด้าย กันลุ่ย วิธีจุ่มปลายเชือกลงไปในขวดยาทาเล็บสีใสก็ใช้ได้ผลเหมือนกัน 4. ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งพยายามสอดด้ายเข้าไปในรูเข็มอันน้อยนิดกันอยู่ใช่มั้ยล่ะ ให้จุ่มด้ายลงไปในยาทาเล็บสีใสแล้วรอให้แห้งซักครู่ แค่นี้ก็จะสอดด้ายเข้าไปได้ง่ายแล้วล่ะค่ะ 5. ป้ายยาทาเล็บแบบใส ลงบนเกลียวอุปกรณ์ ต่างๆ เช่น ตะปูควง เกลียวขวด แล้วขันให้แน่นขณะที่ยังเปียก เมื่อมันแห้ง ยาทาเล็บจะทำให้อุปกรณ์เกียวนั้น แน่นขึ้น 6. ป้องกันไม่ให้หัวไม้ขีดเปียกน้ำ ถ้าสาวๆต้องไปเที่ยวชมธรรมชาติแล้วต้องไปตั้งแคมป์นอนด้วยล่ะก็ ไม้ขีดถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆเลยนะคะ เราคงไม่อยากให้เจ้าไม้ขีดพวกนี้เปียกน้ำแล้วจุดไม่ติด ให้ทายาทาเล็บสีใสลงไปที่หัวไม้ขีด รอให้แห้งก่อนแล้วจึงค่อยนำเก็บใส่กล่องตามเดิม   7. ป้องกันเครื่องประดับหมองด้วยยาทาเล็บสีใส 8. เคยสังเกตว่ามีสีเขียวๆ ติดอยู่ที่ผิวของสาวๆ หลังถอดเครื่องประดับออกมั้ย ยาทาเล็บช่วยได้ ให้ทายาทาเล็บสีใสไปตรงบริเวณที่เครื่องประดับจะโดนผิวหนังของ แค่นี้ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้มีสีเขียวๆ พวกนี้ติดผิวและยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความหมองที่เครื่องประดับด้วยค่ะ 9. ป้องกันกระดุมหลุด สาเหตุมาจากด้ายที่เย็บไว้เกิดหลวม ให้ทาน้ำยาเคลือบเงาเล็บเพื่อหยุดด้ายไม่ให้คลายตัว ไว้กลับบ้านแล้วค่อยว่ากัน

อ่านเพิ่มเติม

เลือกครีมกันแดดระบุทั้งค่า “SPF” “PA+” เพื่ออะไร?

ใครๆ ก็ไม่อยากให้ผิวดำคล้ำ มีริ้วรอยเพราะแสงแดด เนื่องจากในแสงแดดมีส่วนประกอบสำคัญคือ แสงอุลตราไวโอเลต (Ultraviolet light) ตัวร้ายกาจคือ UVAและUVB ซึ่งทำลายเซลล์ผิวหนังได้มาก เป็นสาเหตุให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมได้เร็วขึ้น เกิดฝ้า ต้อกระจก และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังเช่นกัน, แสงที่ดวงตามองเห็น (Visible light) มีผลให้เซลล์ผิวหนังแก่เร็ว, และแสงอินฟราเรด (Infrared) ดังนั้น การป้องกันร่างกายไม่ให้ได้รับแสงแดดจัดโดยตรงและทาครีมกันแดด จึงเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันหรือลดอันตรายดังกล่าวจากแสงแดดได้ เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็ต้องไปเลือกซื้อ ครีมกันแดด ให้เหมาะสม แต่ว่าครีมกันแดดมักจะระบุเลข SPF รวมทั้งระบุเครื่องหมาย + หลัง PA ซึ่งหลายคนไม่รู้ความหมาย เราจะมาอธิบายกัน - SPF เอาไว้ป้องกันรังสี UVB - PA เอาไว้ป้องกันรังสี UVA  ​ส่วนใหญ่แล้วคนจะคุ้นเคยกับค่า SPF มากกว่า เพราะรังสี UVB ตัวนี้จะทำให้เราเห็นทันที ว่าผิวไหม้ ผิวคล้ำ ผิวเสียแล้ว เนื่องจากสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาตัวเอง ก็เลยให้ความสำคัญมากกว่า แต่หารู้ไม่ ว่าเจ้าตัว UVA ที่ต้องใช้ค่า PA มาป้องกันนั้น ร้ายลึกกว่ามาก ทั้งความสามารถในการทะลุผ่านผิวหนัง การทำลายดีเอ็นเอ เซลล์ผิว และก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ด้วย มาลงรายละเอียดกันอีกหน่อย ค่า SPF ย่อมาจากคำว่า Sun Protecting Factor ซึ่งก็คือค่าป้องกันแสงแดด ซึ่งผิวของคนเราจะมีความแตกต่างกัน บางคนตากแดดเพียง10 นาที ผิวก็เริ่มแดง แต่บางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ส่วนค่าตัวเลขต่อท้าย คำว่า SPF นั้นสามารถนำมาคำนวณระยะเวลา (เป็นนาที) ในการปกป้องผิวหนังของเราจากรังสี UVB โดยนำตัวเลขส่วนท้ายคูณด้วย 30 ผลลัพธ์ที่ได้หมายถึงจำนวนนาทีที่ครีมกันแดดชนิดนั้นจะป้องกัน UVB ได้ เช่น  - SPF10 หมายถึง ครีมกันแดดชนิดนี้ สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 300 นาที - SPF30 หมายถึง ครีมกันแดดชนิดนี้ สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 900 นาที แต่กระนั้นการคำนวณอาจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากครีมกันแดดที่ทาบนผิวอาจลบเลือนไปเมื่อเหงื่อออก โดนน้ำ หรือทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดควรทาครีมซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแดดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA ค่า PA ที่มีเครื่องหมายบวก +++ หลายๆ อันนี่มันหมายความว่า จำนวนเท่าในการป้องกันผิว จากรังสี UVA มี 3 ระดับคือ PA+       คือมีความสามารถในการป้องกันผิว จากรังสี UVA ได้ 2 เท่า PA++     คือมีความสามารถในการป้องกันผิว จากรังสี UVA ได้ 4 เท่า PA+++   คือมีความสามารถในการป้องกันผิว จากรังสี UVA ได้ 8 เท่า และในปัจจุบัน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีค่า PA++++(+) ซึ่งถ้ามี 4 บวก ก็แปลว่าสามารถป้องกันได้ 16เท่า และสามารถป้องกัน Long UVA ได้ แล้วเราควรจะใช้ครีมกันแดด ที่มีค่า PA เท่าไหร่ดี? PA+ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้บางส่วน ในช่วงคลื่น 320-340 นาโนมิเตอร์ สาวออฟฟิศธรรมดา ใช้ค่าเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว PA++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้เกือบทั้งหมด ในช่วงคลื่น 400 นาโนมิเตอร์ สำหรับคนที่ต้องออกไปทำงานกลางแจ้ง หรือออกแดดมากกว่าปกติ PA+++ ป้องกันรังสีได้ครบทั้งหมด ในช่วงคลื่น 400 นาโนมิเตอร์ คนที่ต้องไปเที่ยวทะเล หรือต้องตากแดดทั้งวันนานๆ เหมาะกับค่า PA สูงๆ แบบนี้

อ่านเพิ่มเติม